เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 28 กรกฎาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,898
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,215
    ค่าพลัง:
    +26,990
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,898
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,215
    ค่าพลัง:
    +26,990
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ สิ่งที่ยากที่สุดในพระพุทธศาสนาของเราก็คือการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า บาลีท่านว่า "กิจโฉ พุทธานมุปปาโท" เพราะว่าพระพุทธเจ้าที่เป็นปัญญาธิกะ ตรัสรู้รวดเร็วที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาบำเพ็ญบารมีอย่างน้อย ๒๐ อสงไขยกับแสนกัป

    อย่างที่บาลีท่านว่า "จิตติตัง สัตตะสังเขยยัง" ใจคิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ใช้เวลาไป ๗ อสงไขยแล้ว "นวะ สังเขยยะ วาจะกัง" พูดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๙ อสงไขยกัป แล้วเวลาที่เหลืออีก ๔ อสงไขยกับ ๑ แสนมหากัปนั้น คือเวลาที่ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า

    ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทศรัทธาธิกะ ก็เพิ่มเข้าไปเท่าตัว ก็คือ ๔๐ อสงไขยกับแสนมหากัป

    ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ก็เพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัวของศรัทธาธิกะ ก็คือ ๘๐ อสงไขยกับแสนมหากัป แค่มหากัปเดียว เราก็เกิดตายจนนับชาติไม่ถ้วนแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงอสงไขยกัปเลย..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การที่พวกเราบวชเข้ามาโดยยาก ก็ถือว่าสิ่งลำบากหรือยากสุด ๆ นั้น พวกเราสามารถฟันฝ่ามาได้ทั้งหมดแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายควรจะใช้โอกาสที่ดี เพราะว่าเราสามารถผ่านความยากลำบากทั้งหมดมาแล้ว ด้วยการทุ่มเทในการปฏิบัติธรรมของเราให้เต็มที่

    หลายต่อหลายท่านก็ฉวยโอกาสในช่วงเข้าพรรษาในการปฏิบัติความดี อย่างเช่นว่างดเหล้าเข้าพรรษา เป็นต้น แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ว่าสามารถงดได้ตลอด ๓ เดือน แล้วทำไมไม่ทำต่อไป ? ก็ต้องบอกว่ากำลังใจยังแพ้กิเลสอยู่ ยังโดนชักจูงได้ด้วยอำนาจของ รัก โลภ โกรธ หลง จึงทำให้เราไม่สามารถที่จะกระทำสิ่งหนึ่งประการใดอันเป็นหลัก โดยเฉพาะ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดผลได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,898
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,215
    ค่าพลัง:
    +26,990
    จะว่าไปแล้ว หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาของเราก็ง่ายนิดเดียว อย่างในสมัยพุทธกาลที่มีพระท่านบอกว่า "ศีลพระมีมากจนเกินไป รักษายากมาก" องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงโปรดว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอจงรักษาศีลข้อเดียว" พระท่านนั้นก็บอกว่า "ถ้าศีลข้อเดียวก็พอที่จะรักษาได้ แล้วจะรักษาแบบไหน ?" พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "เธอจงรักษาใจอย่าให้คิดชั่ว" ข้อเดียวแค่นั้นเอง เนื่องเพราะว่าถ้าเราไม่คิดชั่ว เราก็จะไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว เหล่านั้นเป็นต้น

    ในเมื่อในเรื่องของการปฏิบัติไม่ใช่ของยาก แต่พวกเรากลับปฏิบัติกันไม่ค่อยได้ แล้วก็ไปทำของยากสำเร็จเสียอีก..! อย่างเช่นว่าถ้าเราจะฆ่าสัตว์ เราแค่รักษาศีลโดยการละเว้นการฆ่าก็จบแล้ว..ง่ายนิดเดียว..! แต่เรากลับไปพากเพียรพยายาม ใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดในการตามฆ่า อย่างเช่นว่าจะฆ่าหนูสักตัวหนึ่ง บางคนไล่กวดเสียรอบบ้าน หอบแฮ่ก ๆ ไปเลย นั่นยากกว่าการที่เราไม่ฆ่าตั้งเท่าไร ? แต่เรากลับทำได้..!

    การละเว้นไม่ลักขโมย เราก็แค่ไม่ทำ ง่ายจะตาย แต่เรากลับไปรอจังหวะให้เจ้าของเขาเผลอ รอจังหวะที่จะหยิบฉวยของเขามา โดยที่ไม่ให้เจ้าของเขาจับได้ ยิ่งสมัยนี้มีกล้องวงจรปิดเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดก็ยิ่งยาก แต่ก็มีคนทำของยากจนสำเร็จ ขณะที่ของง่าย ๆ แค่ไม่ทำเท่านั้น เรากลับทำไม่ได้ ฟังดูแล้วก็ย้อนแย้งกันพิกล..!??

    แต่ว่าทุกท่านก็ต้องเข้าใจว่า ในเรื่องของกิเลส เขาต้องหาทางดึงเราให้จ่อมจมอยู่กับเขาไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จึงต้องพยายามขวางเราทุกวิถีทาง ในปัจจุบันนี้ วิธีขวางที่ง่ายที่สุดก็คือพูดให้เราหมดกำลังใจ หรือถ้าภาษาสมัยนี้ก็คือ "บูลลี่" ประมาณว่าอายุเพิ่งแค่นี้ จะรีบเข้าวัดไปทำอะไร ? รอให้แก่แล้วค่อยเข้าวัด ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ว่า ทำไมเขาช่างหาเหตุผลมาเข้าข้างตนเองได้ขนาดนั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ถ้าแก่แล้ว ก็มักจะโดนหามเข้าวัดมากกว่าที่จะเดินเข้าวัด..!

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลาย ถ้าหากว่ารักจะปฏิบัติธรรม เราก็ต้องทวนกระแสโลก เนื่องเพราะโลกเขาเห็นว่าสิ่งนี้ไม่ดี เราเห็นว่าเป็นของดี ก็ต้องย้อนทวนกระแสสังคม เหมือนอย่างกับคนว่ายทวนน้ำ ซึ่งลำบากกว่าว่ายตามน้ำหลายเท่า แล้วในลักษณะแบบนี้ จะทำให้เราหมดกำลังใจ หรือท้อแท้ได้ง่ายมาก..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,898
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,215
    ค่าพลัง:
    +26,990
    วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือพยายามภาวนา จับลมหายใจเข้าออก ให้ได้ปฐมฌานละเอียด ปฐมฌานก็ง่ายสุด ๆ ไม่เห็นมีอะไรยากเลย บอกเดี๋ยวนี้ก็ทำได้เดี๋ยวนี้ ก็คือการที่เรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ๓ ฐาน หายใจเข้าผ่านปลายจมูก ผ่านกึ่งกลางอก ลงไปสุดที่ท้อง หายใจออกจากท้อง ผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ปลายจมูก แค่นี้เองก็คือปฐมฌาน เพียงแต่ว่าเราจะรักษาเอาไว้ได้นานเท่าไรเท่านั้นเอง..!?

    เรื่องของปฐมฌานนี้ กระผม/อาตมภาพขอยืนยันเนื่องจากตัวเองเป็นผู้ชำนาญการ ทุ่มเทปฏิบัติอยู่ถึง ๓ ปีเต็ม ๆ กว่าที่จะทรงฌานได้ เพราะว่าฉลาดมากเกินไป ดังนั้น..อาการแค่รู้ลมหายใจเข้าออก ๓ ฐาน ขอยืนยันว่านั่นคือปฐมฌาน เพียงแต่ว่าปฐมฌานมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด ในส่วนที่จะทำให้เราเพียงพอต่อการตัดกิเลสได้ อย่างน้อยต้องเป็นปฐมฌานละเอียด ก็คือภาวนาไปจนกระทั่งรู้ลมอัตโนมัติ รู้คำภาวนาอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับก็เป็นเอง แล้วเราก็คอยเอาสติประคับประคองไม่ให้หลุดไปไหนเท่านั้น

    ถ้าถึงตอนนั้น กำลังฌานที่เกิดขึ้นจะทำให้ กาย วาจา ใจ ของเราสงบระงับจากกิเลสทั้งหมด รัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นไฟ ๔ กองใหญ่เผาเราอยู่ตลอดเวลา ก็จะโดนกำลังสมาธิกดดับลงชั่วคราว ถึงตอนนั้น เราจะมีความสุขเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อธิบายเป็นภาษามนุษย์ไม่ได้ เนื่องเพราะว่าคนที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา แล้วอยู่ ๆ ไฟดับ จะมีความสุขแค่ไหน อธิบายเป็นคำพูดได้ยากสุด ๆ..!

    ถ้ามาถึงตรงนี้ เราก็แค่คิดเพิ่มว่า ตัวเราเป็นปุถุชนมากด้วยกิเลส แค่ทรงฌานเล็กน้อยขนาดนี้ยังมีความสุขมากมายจนบอกไม่ถูก แล้วบุคคลที่ทรงฌาน ๒ ได้ เขาจะมีความสุขแค่ไหน ?

    บุคคลที่ทรงฌาน ๓ ได้ จะยิ่งมีความสุขแค่ไหน ? บุคคลที่ทรงฌาน ๔ ได้ จะยิ่งมีความสุขแค่ไหน ? แล้วท่านทั้งหลายเหล่านี้ยังพร้อมที่จะลงอบายภูมิ เพราะว่าฌานสมาบัติไม่ใช่เครื่องประกันว่าเราจะพ้นอบายภูมิได้

    ถ้าต้องการจะพ้นอบายภูมิ ก็ต้องเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันเท่านั้น แล้วพระโสดาบันที่ท่านไม่ต้องลงอบายภูมิ ๔ แล้ว จะมีความสุขขนาดไหน ?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,898
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,215
    ค่าพลัง:
    +26,990
    พระสกทาคามีที่ทำให้ รัก โลภ โกรธ หลง เบาบางจางลง แทบไม่ปรากฏแล้ว จะมีความสุขขนาดไหน ?

    พระอนาคามีที่ไม่ต้องลงมาเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ อยู่รอเข้าพระนิพพานบนสุทธาวาสพรหม จะมีความสุขขนาดไหน ? เพราะว่าไม่ต้องเสี่ยงอะไรอีกแล้ว

    แล้วพระอรหันต์ที่พ้นตายพ้นเกิดอย่างแท้จริง ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    ถ้าเราใช้ปัญญาเล็กน้อยคิดแค่นี้ ก็จะเห็นว่าคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยิ่งใหญ่ไพศาลขนาดไหน

    ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว เรากล่าวว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เราก็น้อมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ ไม่ใช่สักแต่ว่ากราบแปะ ๆ ให้ครบ ๓ ครั้ง

    "พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
    ก็ยึดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ

    "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็ยึดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ

    "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็ยึดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ

    ถ้าทำดังนี้ได้
    เราแค่คิดว่าเราพร้อมที่จะตาย ตายเมื่อไร เราขอมีพระนิพพานเป็นที่ไปแห่งเดียว แล้วทวนศีลทุกสิกขาบทของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ถ้ารักษาอารมณ์นี้เอาไว้ได้ ท่านทั้งหลายตายเมื่อไรมีโอกาสไปพระนิพพานได้แน่นอน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...